TKP HEADLINE

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 02.แหล่งเรียนรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 02.แหล่งเรียนรู้ แสดงบทความทั้งหมด

ฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ


ประวัติความเป็นมาของแหล่งเรียนรู้

เรียนรู้มาจากตำรา ต่อมาได้มีการศึกษาดูงานจากสถานที่ต่าง ๆ โดยนำความรู้ที่ได้รับมาศึกษาด้วยตัวเอง และหน่วยงานราชการได้เข้ามาศึกษาดูงานที่ได้ทำไป ทดลองไป จนเป็นที่รู้จักและหน่วยงานได้มาติดต่อเป็นวิทยากรสอนตามชุมชนต่าง ๆ และนำสินค้าที่ชุมชนทำขึ้นมาหาตลาด และจำหน่ายสินค้าให้ และสอนให้มีการบริหารและจัดการที่ดี จนเป็นที่รู้จักและสินค้านั้นกลายเป็นสินค้าโอทอปของอำเภอสองแคว ศึกษาเพิ่มเติม

บ่อน้ำผุดธรรมชาติ


เดิมทีสถานที่แห่งนี้เป็นป่าดิบชื้น ไม่มีใครผ่านไปผ่านมาได้ ..เนื่องจากความเชื่อเรื่อง ผี รักษาป่า ถ้าใครผ่านเข้าไปในป่าแห่งนี้แล้ว กลับถึงบ้านจะมีอาการเจ็บป่วยถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อกันเลยที่เดียว
หลังจากนั้นมาชาวบ้านเกิดความสงสัยว่าพื้นที่แห่งนี้มีอไร เวลาชาวบ้านผ่านเข้าไปถึงกับล้มป่วยกันชาวบ้านก็พากันเข้ามาขอขมาเจ้าที่เพื่อเข้าไปดู..ปรากฎว่าเจอแหล่งน้ำผุดใสออกตามธรรมชาติ ชาวบ้านก็เลยพากันมาเลี้ยงเจ้าที่ที่รักษาป่า จะขอใช้น้ำที่ที่ออกบริเวณนี้เป็นน้ำใช้น้ำดื่ม ศึกษาเพิ่มเติม

ผ้าเขียนเทียน


ผ้าเขียนเทียน นี้ ถือเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชนเผ่าม้ง ที่สืบสานกันมาเป็นระยะเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว (บ้างก็ว่าเป็นพันปี) โดยเริ่มจากชาวม้งที่อาศัยอยู่ในประเทศจีนได้ปลูกต้นกัญชงนำใยมาทอเป็นเสื้อ ผ้าเพื่อใช้สวมใส่เพื่อให้ผ้าสวยงามตามความต้องการ ต่อมาจึงได้มีการคิดค้นการสร้างลวดลายให้สวยงามขึ้นโดยใช้เทียนต้มให้ละลาย แล้วนำมาเขียนลายบนผ้าใยกัญชง ก่อนจะนำไปย้อมสีครามจากต้นครามหรือต้นฮ่อมตามธรรมชาติ ซึ่งเทียนที่เขียนไว้จะกันไม่ให้ครามเกาะใยผ้า เมื่อนำผ้าที่ย้อมเสร็จแล้วไปต้มให้เทียนละลายออก ก็จะได้ลวดลายบนผ้าที่สวยงาม ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผ้าเขียนเทียนของตำบลป่ากลาง แต่เดินชาวม้งจะใช้ผ้าใยกัญชง แต่ตอนหลังก็หันมาใช้ผ้าดิบจากโรงงานแทน เนื่องจากผ้าแบบเดิมนั้น ขั้นตอนการผลิตยุ่งยากและหายากขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับขั้นตอนการเขียนผ้าลายเทียน การย้อมสี จนกระทั่งมาเป็นผ้าสำเร็จ ก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่อาจมีการพัฒนาในขั้นตอนการผลิต แม่พิมพ์ปั้มลวดลายต่างๆ แทนการเขียนด้วยมือ ซึ่งจะใช้เวลานานหลายวันกว่าจะได้แต่ละผืน ศึกษาเพิ่มเติมศึกษาเพิ่มเติม

แหล่งเรียนรู้การเกษตรผสมผสาน นายถ่อง สุมทุม


แหล่งเรียนรู้การเกษตรผสมผสาน นายถ่อง สุมทุม  ประวัติความเป็นมาของแหล่งเรียนรู้           แหล่งเรียนรู้การเกษตรผสมผสาน นายถ่อง สุมทุม ตั้งอยู่ที่บ้านสกาดใต้ ตำบลสกาด อำเภอปัว จังหวัดน่าน โดยนายถ่อง สุมทุม  มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การเกษตรผสมผสาน เพื่อให้มีการเรียนรู้ในการทำการเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนในตำบลสกาด           แหล่งเรียนรู้การเกษตรผสมผสาน มีนายถ่อง สุมทุม  เป็นเจ้าของ โดยเริ่มจากการปลูกลิ้นจี่ การเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ของตนเองต่อมาได้ศึกษาการทำเกษตรแบบผสมผสานจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆทั้งการไปศึกษาดูงานและการเรียนรู้จากทางสื่อโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต แล้วนำความรู้ที่ได้มาทดลองทำในพื้นที่ของตนเอง           ปัจจุบันมีกิจกรรม เช่น การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การทำนำหมักชีวภาพ การขุดสระเพื่อทำการเลี้ยงปลาและนำน้ำมาใช้ในการทำเกษตร การปลูกลิ้นจี่ การเลี้ยงสัตย์ การปลูกผักปลอดภัย และมีการเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม

กลุ่มจักสานผลิตภัณฑ์่จากไม้ไผ่ของผู้สูงอายุบ้านวังไผ่


กลุ่มจักสานผลิตภัณฑ์่จากไม้ไผ่ของผู้สูงอายุบ้านวังไผ่ หมู่ที่8 ตำบลนาไร่หลวง อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน ได้ก่อตั้งรวมกลุ่มขึ้นมาเป็นระยะเวลา 10 ปี โดย่มีนายโหลเซง แซ่ชิ้น นายเลาสู แซ่ลี และนางเฉ่งเจียว แซ่เติ๋น เป็นวิทยากรให้ความรู้ในการจักสานผลิตภัณฑ์่จากไม้ไผ่หลากหลายชนิน อาทิเช่น สานบุ้งกี่๋ สานกระติ๊บข้าว สานรังไข่ สานรังแม่ไก่ สานที่เป๊อะหลัง(ใช้ประโยชน์หลากหลาย) สานก๋วยใส่ขยะใส่ผักผลไม้ ทำถังขยะ และหวดข้าวฯลฯ ศึกษาเพิ่มเติม

ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลริม

ชื่อแหล่งท่องเที่ยว : ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลริม

ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลริม มีเนื้อที่ประมาณ 3 งาน นายพะยอม โตสุวรรณ ปราชญ์ด้านเกษตร และ นางบัวผัน ไชยสาร เป็นผู้ดูแล เริ่มต้นขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ.2556 มีการเลี้ยงไก่สายพันธุ์หายาก เช่น ไก่ญี่ปุ่น ไก่ฮอลแลนด์ ไก่บราม่าไก่เบตง ไก่กระดูกดำ ไก่งวง ไก่ต๊อก ปลูก กล้วยหอม มะยงชิด มะนาว เดิมพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นป่าไผ่ข้าวหลาม ไผ่รวก จึงมีการปรับลื้อออกสร้างเป็นเล้าไก่ ทำปุ๋ยหมักจากมูลไก่ ปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ เพิ่มการเลี้ยงปลา เลี้ยงกบ ภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ศึกษาเพิ่มเติม

ศาลเจ้าพ่อวิกโยธิน

ตำนาน…เจ้าพ่อวิทยาโยธิน
หากนับเวลาย้อนหลังไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ซึ่งอยู่ในยุคของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชเป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน(ระหว่าง พ.ศ.2436-2461)ชาวเงี๊ยว ชาวม่าน ชาวยอง ได้มาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนอยู่ริมแม่น้ำน่าน ฝั่งทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านท่าวังผาในปัจจุบัน และประมาณปี พ.ศ.2440 ได้มีกลุ่มพ่อค้าจากอำเภอเมืองน่าน มีทั้งคนจีน คนพม่าและคนเมือง จากบ้านหัวเวียงเหนือและบ้านหัวเวียงใต้ บ้านสวนตาล บ้านดอนต้นแหลง(ดอนศรีเสริม)นำสินค้าบรรทุกเรือมาขายที่บ้านท่าวังผาและนำสินค้าทางเหนือไปขายในเมือง กลุ่มพ่อค้าเหล่านี้จะพักแรมอยู่ที่บ้านท่าวังผาหลายวัน เพื่อขายสินค้าและซื้อสินค้าไปขายในเมือง และมีพ่อค้าบางกลุ่มเล็งเห็นว่า บริเวณบ้านท่าวังผาเป็นทำเลที่ตั้งเหมาะสมกับการค้าขาย จึงพากันตั้งรกรากอยู่ตรงบริเวณดังกล่าว รวมกับกลุ่มคนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่เดิม รวมแล้วประมาณ 30 หลังคาเรือน อยู่เรียงรายตามริมแม่น้ำน่านสมัยนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นผืนป่ากว้างใหญ่โดยเฉพาะทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านเป็นดงดิบมีสัตว์ป่าใหญ่น้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากมาย และอีกสิ่งหนึ่งคือ”ศาลเจ้าพ่อ”สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่กับบ้านท่าวังผาและดำรงความศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่เสื่อมคลาย ศึกษาเพิ่มเติม

วัดพระธาตุจอมพริก



วัดพระธาตุจอมพริก ตั้งอยู่เลขที่ 50 ่บ้านเสี้ยว หมู่ 6 ต.ยม อ.ท่าวังผา จ.น่าน เนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน เป็นวัดเก่าแห่งหนึ่งของเมืองน่าน นับอายุย้อนไปร่วมยุคสมัยก่อตั้งเมืองน่านประมาณแปดร้อยกว่าปี พระธาตุจอมพริก สภาพที่ตั้งอยู่บนเนินดินสูงริมลำน้ำย่างโดยองค์พระธาตุตั้งอยู่ในเมือง โบราณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบซึ่งนักวิชาการท้องถิ่นเชื่อว่าบริเวณนี้คือ เมืองย่าง ซึ่งเป็นเมืองแรกของประวัติศาสตร์เมืองน่านที่ปกครองโดยพญาภูคา ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 18 พญาภูคาครองเมืองย่าง เป็นยุคสมัยแรกของการก่อตั้งเมืองน่าน พญาภูคาขยายเขตการปกครองโดยส่งราชบุตรบุญธรรมสองคน คือขุนนุ่นและขุนฟองไปสร้างเมืองใหม่ โดยขุนนุ่นผู้พี่ไปสร้างเมืองหลวงพระบาง ส่วนขุนฟองผู้น้องไปสร้างเมืองวรนครหรือเมืองปัว อันเป็นช่วงเวลาที่เริ่มต้นประวัติศาสตร์เมืองน่านอย่างชัดเจนทั้งในศิลา จารึกและพงศาวดาร ภาย ในวัดมีองค์พระธาตุจอมพริก ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระธาตุเป็นศิลปะสุโขทัยผสมล้านนาและศิลปะพื้นบ้านไทยกาว ศึกษาเพิ่มเติม

วัดศรีมงคล(ก๋ง)

วัดศรีมงคลเป็นวัดเก่าแก่ ได้รับอนุญาตตั้งเป็นวัด พ.ศ. 2301 และ่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2395 พระสงฆ์ที่มีชื่อที่สุดของวัดนี้คือหลวงปู่ก๋ง ภายในวัดมีศาสนสถานที่งดงามมากมาย มีแม้แต่ห้องพักสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรมซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพที่งด งามตามธรรมชาติ ภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดนี้เขียนขึ้นในรัชกาลปัจจุบันนี้เองโดยเลียนแบบการ วาดของหนานบัวผัน จิตรกรชาวน่านเชื้อสายไทลื้อ ผู้ฝากฝีมือไว้ที่วัดภูมินทร์และวัดหนองบัวของจังหวัดน่าน
ที่ตั้งภาพจิตรกรรม: ภายในอุโบสถทั้ง 4 ด้าน
เนื้อหา: พุทธประวัติ ประวัติน่านและวรรณคดีต่างๆ
ภาพทั้งหมดเขียนไว้บนผนังตอนบนบริเวณเหนือหน้าต่างยกเว้นด้านทางเข้าที่มีการเขียนภาพระหว่างประตูด้วย
ผนังด้านพระประธานวาดภาพมารผจญโดยใช้องค์พระประธานเป็นพระพุทธเจ้า ด้านซ้ายพระวาดภาพการยกทัพของพญามาร ส่วนด้านขวาพระเขียนภาพกองทัพมารโดนน้ำท่วมและแม่พระธรณีบีบมวยผม ส่วนภาพในซุ้มที่ประดิษฐานพระประธานแบ่งเป็น 3 แถว ล่างสุดเป็นพระสงฆ์สาวก เหนือขึ้นไปเป็นรูปอดีตพุทธ ส่วนบนสุดเขียนพระอินทร์และพระพรหมถือตุงมาบูชาพระพุทธเจ้า
ผนังด้านทางเข้าแบ่งออกเป็น 3 แถวเช่นกัน บนสุดคือฉากพระอินทร์ดีดพิณถวายพระพุทธเจ้า แถวกลางเป็นเรื่องรามเกียรติ์ ล่างสุดระหว่างประตูเขียนเรื่องน้ำท่วมเมืองน่านใน จ.ศ. 1243 (พ.ศ.2424) ศึกษาเพิ่มเติม

สัตว์ป่าในชุมชน



สัตว์ป่ามีอยู่ในป่าลึก เช่น หมูป่า เก้ง กวาง เสือ หมี เลียงผา ลิง ค่าง ชะนี เมื่อชาวบ้านพบสัตว์เหล่านี้ก็จะจับมาเป็นอาหารแต่นานครั้งจึงจะจับได้ ส่วนใหญ่จะจับได้เฉพาะสัตว์ตัวเล็ก ๆ เช่น หนูหวาย (หนูหางยาว) ตัวตุ่น บ่าง (กระรอกบิน) นก งู อีเห็น รวมทั้งตัวอ่อนของต่อ หนอนไม้ไผ่ (รถด่วน) และแมลงอีกหลายชนิดนายสมบูรณ์เล่าว่า ในอดีตประมาณ 30 – 40 ปีที่ผ่านมา สามารถพบเห็นเก้ง กวางหมูป่า หมี ลิง ชะนี เป็นจำนวนมากในป่าใกล้หมู่บ้าน หมูป่าและลิงจะมาทำความเสียหายให้แก่ผลผลิตในไร่ ชาวบ้านต้องออกไปนอนเฝ้าไร่ บางครั้งจะเห็นเก้ง กวาง ออกมากินน้ำในลำห้วยใกล้กับหมู่บ้าน ชาวบ้านก็จะช่วยกันไล่ยิงมาเป็นอาหาร ถ้าออกไปหาอาหารในป่าหนึ่งวันก็จะได้อาหารกลับออกมา สามารถกินได้ทั้งวันและเก็บไว้กินได้อีกหลายวัน แต่ว่าในปัจจุบันออกไปหาอาหารหนึ่งวันได้อาหารกลับออกมาซึ่งกินได้เพียงมื้อเดียว หรือบางครั้งหาจนข้ามคืนก็ไม่ได้อะไรกลับออกมาเลย (สมบูรณ์ ใจปิง สัมภาษณ์, 4 ตุลาคม 2551) สะท้อนให้เห็นว่าในอดีตสัตว์ป่าในบริเวณหมู่บ้านมีจำนวนมากและหลากหลายชนิดกว่าในปัจจุบัน สาเหตุสำคัญที่ทำให้สัตว์ป่าลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว คือ การถางป่าเพื่อทำไร่และการไล่ล่าเพราะชาวบ้านมีปืนแก๊ปโดยชาวบ้านจะออกไปล่าสัตว์เป็นประจำ ศึกษาเพิ่มเติม

ของกินในป่าใหญ่

หนอนรถด่วน


นอนรถด่วน หรือ Bamboo Caterpillar เป็นหนอนของผีเสื้อกลางคืนชนิดหนึ่ง ซึ่งตัวหนอนกินเยื่อไผ่เป็นอาหาร ชาวจีนฮ่อเรียก จูซุง ชาวกะเหรี่ยงเรียกว่า คลีเคล๊ะ ส่วนคนไทยเรียกว่าหนอนรถด่วน เพราะ ตัวหนอนมีรูปร่างลักษณะคล้ายโบกี้รถไฟนั่นเอง หนอนรถด่วนเป็นหนอนผีเสื้อที่มีวงจรชีวิตที่ยาวนานถึงหนึ่งปีเต็ม เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ผีเสื้อจะจับคู่ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝน ศึกษาเพิ่มเติม

พืชสมุนไพรในป่าชุมชนที่หาได้ในหมู่บ้านก่อก๋วงใน

พืชสมุนไพรในป่าชุมชนที่หาได้ในหมู่บ้านก่อก๋วงใน


โป่งสิริปิด - เป็นไม้ยืนต้น
- ใบคล้ายใบลิ้นจี่
- แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไอ
- ปวดหลัง ปวดเอว
- นำปมส่วนรากมาต้มดื่ม

ก่านขาว - เป็นเถาวัลย์ ขนาด2-3 นิ้ว
- ใบเล็กคล้ายใบโพ
- ปวดหลัง ปวดเอว
- ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต
- ต้มดื่ม
- ดองเหล้า ศึกษาเพิ่มเติม

บ่อเกลือสินเธาว์โบราณ


ประวัติความเป็นมา : อำเภอบ่อเกลือเดิมเรียกว่า เมืองบ่อ ซึ่งคงจะหมายถึงบ่อน้ำเกลือสินเธาว์ที่มีอยู่ในพื้นที่ซึ่งเดิมมีอยู่จำนวน 9 บ่อ เมืองบ่อเดิมทีเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีความสำคัญมาตั้งแต่ในอดีตกาล ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตามพงศาวดารเมืองน่านซึ่งพระเจ้าสุริยพงษผริตเดช ได้แต่งรวบรวมขึ้นไว้ มีข้อความกล่าวถึงแหล่งผลิตเกลือที่สำคัญที่เป็นสาเหตุให้พระเจ้าติโลกราชแห่งเมืองเชียงใหม่ยกทัพมายึดเมืองน่าน เมื่อปี พ.ศ. 1993 ว่า
"เดิมทีเขตอำเภอบ่อเกลือเป็นป่าดงพงไพร ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ มีหนองน้ำ(โป่ง) ซึ่งพวกสัตว์ต่าง ๆ ชอบมากินน้ำในหนองน้ำแห่งนี้เป็นประจำ และยังมีนายพรานผู้หนึ่งมาล่าสัตว์ และเห็นพวกเหล่าสัตว์ทั้งหลายมักจะกินน้ำที่นี่เป็นประจำ เมื่อลองชิมดูจึงรู้ว่ามีรสเค็ม ข่าวได้ล่วงรู้ไปถึงเจ้าหลวงภูคาและเจ้าหลวงบ่อ จึงได้มาดูบ่อน้ำเกลือ และต่างก็ต้องการครอบครอง จึงคิดหาวิธีการโดยทั้งสองพระองค์ขึ้นไปอยู่ที่ยอดดอยภูจั๋น เพื่อแข่งขันกันพุ่งสะเน้า (หอก) แสดงการครอบครองบ่อน้ำเกลือ เจ้าหลวงภูคาพุ่งหอกไปตกทางตะวันตกของลำน้ำมาง ตรงที่ตั้งหอนอกในปัจจุบัน เจ้าหลวงบ่อพุ่งหอกไปตกทางตะวันออกของลำน้ำมาง ตรงที่ตั้งหอเจ้าพ่อบ่อหลวงในปัจจุบัน ผู้คนที่พากันมาดูการแข่งขันพุ่งหอก ได้นำเอาก้อนหินมาก่อไว้เป็นที่สังเกต แล้วตั้งเป็นโรงหอทำพิธีระลึกตอบแทนเจ้าหลวงทั้งสององค์ทุกปี ภายหลังทั้งสองพระองค์คิดกันว่า จะนำคนที่ไหนมาอยู่ เมื่อปรึกษากันแล้ว เจ้าหลวงภูคาจึงไปทูลขอประชาชนที่อยู่เมืองเชียงแสนจากเจ้าเมืองเชียงรายมาหักร้างถางพงทำเกลืออยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวบ่อหลวงในปัจจุบันนั่นเอง ดังนั้นชุมชนบริเวณนี้จึงได้เกิดขึ้นและดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ (ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า เดิมทีนั้นบรรพบุรุษอยู่ที่ประเทศมองโกเลียและประเทศจีน หนี้ลี้ภัยมาทางแม่น้ำเหลืองเข้าสู่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทางประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวไม่อนุญาตให้อาศัยอยู่ได้ จึงพากันข้ามแม่น้ำโขงมาอาศัยอยู่ที่เมืองเชียงแสน)" ศึกษาเพิ่มเติม

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง 17 ทหารกล้า


รายละเอียดแหล่งท่องเที่ยว :
กิจกรรมที่จัดแสดง
1. นิทรรศการกลางแจ้ง ประกอบด้วย แนวทางเดินหลุมหลบภัยที่ใช้ในการต่อสู้และหลบหนี
จุดที่เคยปะทะกันในอดีต รถที่ใช้ในการรบ
2. นิทรรศการทางประวัติศาสตร์เหตุการณ์สู้รบในอดีต
- ภาพถ่ายสภาพรถยนต์และเฮลิคอปเตอร์ที่ถูกโจมตี
- อาวุธและวัตถุระเบิดที่ยึดได้จากการสู้รบ
- รายชื่อทหารกล้าที่สูญเสียชีวิต
- รายชื่อทหารที่ได้รับบาดเจ็บ
3. ห้องบรรยายสรุปจัดแสดงแบบจำสองสภาพภูมิประเทศ บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด
4. นิทรรศการแสดงเสื้อผ้าของทหารที่เสียชีวิตในเหตุการณ์
5. นิทรรศการแสดงอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้
6. บริการแหล่งท่องเที่ยวพร้อมที่พักแก่นักท่องเที่ยว ศึกษาเพิ่มเติม

ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ ตำบลม่วงตึ๊ด

ประวัติความเป็นมาของแหล่งเรียนรู้ :
ตามที่รัฐบาลได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางการบริหารประเทศ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้ประเทศเกิดการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืนนั้น เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลในทุกตำบล จำนวน 7,424 แห่ง เพื่อให้ชุมชนใช้เป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลักการเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยใช้ กศน.ตำบล ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศเป็นศูนย์การเรียนรู้ของประชาชน พร้อมทั้งจัดสรรครู กศน.ตำบล เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชนอยู่แล้ว โดยเน้นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ให้มากขึ้น ศูนย์นี้จะมีบทบาทในการให้ความรู้กับประชาชน ในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ มาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง เช่น การจัดปลูกพืชชนิดใด ต้องใช้เหตุผลคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และตรงกับการส่งเสริมพื้นที่เพาะปลูกของรัฐบาล โดยใช้หลักของความพอประมาณเพื่อได้ผลผลิตที่เหมาะสม นอกจากนี้ในการหาเลี้ยงชีพ ควรเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในการปลูกพืชอย่างผสมผสาน หรือการเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไปในพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อให้มีรายได้ทดแทนกัน ศึกษาเพิ่มเติม

แหล่งเรียนรู้ด้านการเพาะเห็ด


แหล่งเรียนรู้ด้านการเพาะเห็ด
1. ตั้งอยู่บ้านศรีนาชื่น หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งศรีทอง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
2. เป็นกลุ่มที่จัดตั้งโดย กศน.ตำบลทุ่งศรีทอง ตั้งแต่ปี 2543 มีสมาชิกกลุ่มที่ยั้งยืน มีโรงงเรือนเห็ด 11 โรง
สามารถผลิตเห็ดและขยายผล ตามแนวความพอเพียง พอประมาณ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ตลอดปี ศึกษาเพิ่มเติม

นางจันวดี บุญแปง

อาชีพทำพรมเช็ดเท้า
แหล่งเรียนรู้ชุมชนบ้านชื่นใหม่ หมู่ที่ 5 ตำบลทุ่งศรีทอง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
1. ประวัติผู้รู้
นางจันวดี บุญแปง เกิดวันที่ 28 สิงหาคม 2519
อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 121 หมู่ 5 ตำบลทุ่งศรีทอง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จากศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง อสม. และประธานกลุ่มเย็บพรมเช็ดเท้า หมู่ที่ 5 ตำบลทุ่งศรีทอง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
2. ประวัติการเรียนรู้
กลุ่มพรมเช็ดเท้าสนับสนุนโดยศูนย์ กศน.อำเภอเวียงสาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 โดยการนำของนางจันวดี บุญแปง ได้จัดตั้งกลุ่มเย็บผ้าโดยเครื่องจักรอุตสาหกรรมจาก กศน. โดยได้เย็บผ้าขนาดต่างๆ มาตลอด ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นการเย็บพรมเช็ดเท้าจนถึงปัจจุบัน และมีการจัดทำกลุ่มเพาะเห็ดนางฟ้านางรม กลุ่มจักรสานผสมผสานมาจนถึงปัจจุบัน
ในปี พ.ศ. 2549 ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน เลขที่ 6550717/10003 ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ.2548 โดยสำนักงานเกษตร
อำเภอเวียงสาจังหวัดน่าน
ในปี พ.ศ.2553 ได้เป็นวิทยากรสอนพรมเช็ดเท้าตามหน่วยงาน องค์กรต่างๆทั้งในอำเภอ และจังหวัด
3. องค์ความรู้ในแหล่งเรียนรู้
v องค์ความรู้ในการทำเกษตรแบบผสมผสาน และแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
1. กิจกรรมด้านการลดต้นทุนการผลิต
- การทำพรมเช็ดเท้า
- การเพาะเห็ดนางฟ้านางรม
- การจักรสานหมวก
2. กิจกรรมด้านการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และพึ่งพาตนเอง
- การทำพรมเช็ดเท้า
- การเพาะเห็ดนางฟ้านางรม
- การจักรสานหมวก
- การจัดตั้งกองทุนพึ่งตนเองของสมาชิก
- การเผยแพร่ และขยายผล
4. แนวคิด/ปรัชญาความเชื่อ
แบ่งปัน เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล เผยแพร่ และขยายผล
5. ผลงานที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
แหล่งเรียนรู้วิสาหกิจชุมชน หมู่ที่ 5 ตำบลทุ่งศรีทอง เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านอาชีพ แนวคิดของประชาชนในพื้นที่ตำบลทุ่งศรีทอง และตำบลต่างๆในอำเภอเวียงสา ตลอดจนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลายและหน่วยงานภาคีเครือข่ายในการศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านกลุ่มเรียนรู้การประกอบอาชีพเสริมลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม จนถึงปัจจุบัน ศึกษาเพิ่มเติม

ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลยาบหัวนา


ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลยาบหัวนา ตั้งอยู่ที่บ้านสะเลียม หมู่ที่ 3 ต.ยาบหัวนา อ.เวียงสา จ.น่าน
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2559 ทำพิธีเปิดศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1. เพื่อขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสู่ประชาชน 2. เพื่อสร้างความร่วมมือในการจัดตั้งหมู่บ้านการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท 3. เพื่อสนับสนุนแนวทางในการเผยแพร่องค์ความรู้ตามหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฏีใหม่ผ่านกลไกการเรียนรู้ของการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 4. เพื่อร่วมมือด้านการรักษาความมั่นคงสถาบันหลักของชาติโดยให้นักศึกษา กศน.และประชาชนได้ตระหนักรู้และเห็นความสำคัญของชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ 5. เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ให้เกิดการจัดการความรู้ของชุมชนในรูปแบบชุมชนศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ที่คนไทยควรยึดถือเป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ อันเป็นเป้าหมายในการพัฒนาไปสู่ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฏีใหม่ประจำตำบลต่อไปอย่างยั่งยืน ศึกษาเพิ่มเติม

วัดไหล่น่าน


วัดไหล่น่าน ตั้งอยู่ที่บ้านไหล่น่าน หมู่ที่ ๑ ตำบลไหล่น่าน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีเนื้อที่ตั้งวัดทั้งหมด 1 ไร่ 3 งาน ตั้งอยู่บนฝั่งน ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำน่าน อยู่ห่าจากที่ว่าการอำเภอเวียงสา ประมาณ 7 กิโลเมตร
วัดไหล่น่าน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2411 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2457 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 16 เมตร ยาว 21 เมตร วัดไหล่น่าน มีอาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถ 1 หลัง ศาลาการเปรียญ 2 หลัง กุฎิสงฆ์ 1 หลัง และปูชนียวัตถุอื่น ๆ ปัจจุบัน (พ.ศ.2556) มี พระครูกิตติธรรมวิสุทธิ์ เป็นเจ้าอาวาส ศึกษาเพิ่มเติม

ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลนาเหลือง

ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลนาเหลือง
เจ้าของผู้ดูแล :นายอาคม น๊ะทิพย์
ที่อยู่ : 88 หมู่ 2 บ้านห้วยม่วง ตำบลนาเหลือง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
เบอร์โทร : 093-3171778 ศึกษาเพิ่มเติม

ข้อคิดเห็นจากเครือข่าย TKP

 
Copyright © 2018 ศูนย์ข้อมูลความรู้ประชาชนจังหวัดน่าน. Designed by OddThemes > Developed by mediathailand